Brief Introduction to Augmentation Rhinoplasty with Mantis Strut

หน้านี้เป็นหน้าหนึ่งที่ถูกจัดทำไว้สำหรับศัลยแพทย์ที่ใช้แกนตั๊กแตน (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Mantis) ศัลยแพทย์ที่จะมาเรียนรู้การเสริมจมูกที่รามาวดีคลินิกและบุคคลทั่วไปผู้มีความสนใจ หน้านี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของจมูกและหลักการของแกนตั๊กแตนโดยย่อ

ศัลยแพทย์ผู้ที่จะมาเรียนเสริมจมูกที่รามาวดีคลินิกควรจะอ่านหลักการโดยย่อนี้ให้เข้าใจก่อน เพื่อที่วันที่มาเรียนจะสามารถรับความรู้ใหม่ที่ไม่ได้ถูกแสดงไว้ ณ ที่นี้ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จะต้องใช้ในการต่อยอดเพื่อเรียนรู้สิ่งที่สูงขึ้นไป

พื้นฐานของการเสริมจมูก

รูปที่ 1 เป็นรูปกายวิภาคอย่างง่ายของโครงสร้างภายใต้ผิวหนังของจมูก

เราจะพูดถึงเฉพาะส่วนที่สำคัญต่อการเสริมจมูกด้วยแกนตั๊กแตนเท่านั้น ได้แก่ (ตามหมายเลข)

  1. กระดูกจมูก (nasal bone)
  2. กระดูกอ่อนจมูก (lateral cartilage)
  3. กระดูกอ่อนปลายจมูก (alar cartilage)

ทั้ง 3 ส่วน เราเรียกรวมกันว่า infrastructure ของจมูก โดยปกติ ทั้ง 3 ส่วนจะไม่เหมือนกันสำหรับคนไข้แต่ละคนและ infrastructure เหล่านี้จะมีส่วนในการเลือกรูปทรงสุดท้ายของแกนตั๊กแตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านล่างของแกนตั๊กแตน (ส่วนท้องและด้านล่างของคอ) เพราะฉะนั้นความเข้าใจ infrastructure เหล่านี้จะส่งผลให้ศัลยแพทย์สามารถใช้แกนตั๊กแตนได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

  1. ตำแหน่งรอยต่อระหว่าง nasal bones (1) และ lateral cartilages (2) จะมีลักษณะคล้ายหลังเต่าบริเวณที่นูนขึ้นนี้เราเรียกว่า dorsal hump
  2. ส่วนที่ทำให้เกิดทรงของปลายจมูกธรรมชาติคือ alar cartilages (3) โดยปกติ คนเอเชียจะมีกระดูกอ่อนปลายจมูกสั้นกว่าฝรั่ง ทำให้ปลายจมูกสั้นกว่า
  3. กระดูกอ่อน (พูดโดยทั่วไป) สามารถบิดไปมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น กระดูกอ่อนของหูและกระดูกอ่อนปลายจมูก
  4. ผิวหนังที่คลุม infrastructure ของจมูกมีความหนาไม่เท่ากันตลอดทาง บางตำแหน่งจะบางกว่าบริเวณอื่นและบางตำแหน่งจะหนากว่าบริเวณอื่น แต่ข้อยกเว้นอาจเกิดขึ้นได้
  5. จมูกธรรมชาติของคนเราโดยปกติจะไม่สมมาตร การที่รูจมูกไม่เท่ากันโดยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

รูปที่ 2 แสดงแบบจำลองการวางตัวของแกนตั๊กแตนภายใต้ผิวหนังของจมูก อย่างไรก็ตาม ศัลยแพทย์ควรจะเหลาแกนตั๊กแตนให้เหมาะสมกับ infrastructure ของคนไข้แต่ละคน ไม่ควรใส่แกนตั๊กแตนเข้าไปทั้งแกนโดยที่ไม่เหลา

ลองคิดก่อน (สมมุติว่ารูปที่ 2 นี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้น)

  1. การที่แกนตั๊กแตนวางตัวดังภาพจะทำให้ infrastrature ของคนไข้ไม่มีผลโดยตรงต่อรูปทรงของจมูกที่ปรากฏอีกต่อไป ถูกต้องหรือไม่
  2. สมมุติว่าก่อนเสริมจมูก คนไข้มีสันจมูกที่ตรง การเสริมเช่นนี้น่าจะทำให้ได้สันจมูกอย่างไร
  3. ถ้า infrastructure ของคนไข้เป็นอย่างในรูปและคนไข้มีสันจมูกที่ตรงก่อนเสริมจมูก ผิวหนังส่วนใดของจมูกน่าจะบางที่สุด (พิจารณาเฉพาะผิวหนังเหนือ nasal bones และ lateral cartilages)
  4. การที่แกนตั๊กแตนจะสามารถวางครอบ infrastracture ได้สนิท ทำให้แกนสามารถตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งของจมูก ส่วนท้องของแกนตั้กแตนควรจะเป็นอย่างไร (ส่วนท้องของแกนตั๊กแตนคือส่วนที่สัมผัสกับ nasal bones และ lateral cartilages)
  5. ส่วนใดของแกนตั๊กแตนจะเป็นส่วนที่กำหนดรูปทรงของปลายจมูกในกรณีนี้
  6. ต่อจากข้อ 5. ส่วนใดของแกนตั๊กแตนจะสัมผัสผิวหนังใต้ปลายจมูก

รูปที่ 3 แสดงแกนตั๊กแตนเหนือจมูกคนไข้จริง เชื่อมโยงรูปที่ 2 และรูปที่ 3 เพื่อความเข้าใจ

ที่มาของแกนตั๊กแตนโดยย่อ

รูปที่ 4 The Inventor (Dr. Sampandh Komrit) and the Invention (Mantis Strut)

ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 แกนตั๊กแตนมี 2 ขนาด ความง่ายและความสะดวกของแกนสำเร็จรูปทั้งสองขนาดเป็นผลมาจากการที่ นพ. สัมพันธ์ คมฤทธิ์ ได้ใช้เวลา 14 วันในการสร้างแกนต้นแบบ 2 ตัวขึ้นมาเพื่อใช้ในการผลิตแกนตั๊กแตนสำเร็จรูปทั้ง 2 ขนาด โดยใช้ประสบการณ์ในการเสริมจมูกของตน (มากกว่า 20 ปี ในขณะนั้น) ในการออกแบบแกนทั้งสองเพื่อให้สามารถใช้ได้กับการเสริมจมูกโดยทั่วไป เราหลีกเลี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อของคนไข้ ไม่ใช้กระดูกอ่อนหลังใบหู กระดูกอ่อนของจมูก กระดูกซี่โครงและอื่นๆ ความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่งที่แพร่กระจายอยู่ในตอนนี้คือความคิดที่ว่ากระดูกอ่อนของร่างกายที่ถูกนำมาใช้ในการแปะใต้ปลายจมูกจะทำให้สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการทะลุใต้ปลายจมูก ในปัจจุบัน (เท่าที่เราทราบ) แกนตั๊กแตนเป็นสิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับการเสริมจมูกชิ้นแรกของประเทศไทยที่ได้ถูกยื่นขอจดสิทธิบัตรระดับโลก (อยู่ระหว่างการดำเนินการ)

แกนตั๊กแตนนั้นถูกออกแบบให้ใช้ได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม จะมีบางกรณีที่แกนสำเร็จรูปทั้ง 2 นี้ไม่เพียงพอ กรณีเหล่านั้นถือเป็นกรณีที่ยากเกินไปสำหรับศัลยแพทย์ผู้ฝึกหัดหรือแม้แต่ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์มากแล้วและรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการกับกรณีเหล่านั้นจะไม่ถูกแสดงไว้ในที่นี้

รูปที่ 5 วันที่ 20 มิถุนายน 2557 ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 ที่เราพบว่าแกนตั๊กแตนสำเร็จรูปนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ จมูกประเภทนี้เป็นกรณีหนึ่งที่แก้ได้ยาก (เรียกกันว่า saddle nose) ปลายจมูกใหญ่และกลืนไปกับปีกจมูก สั้น เชิด ผิวหนังมีให้ใช้น้อย แต่ต้องการเสริมอีกมาก

รูปที่ 5.1 ผลลัพธ์สำหรับเคสนี้อาศัยกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใต้ผิวหนังของจมูก ซิลิโคนที่ใช้ถูกออกแบบเป็นพิเศษ ปลายจมูกดูเล็กลง ไม่กลืนไปกับปีกจมูก ยาวและเด่นกว่าเดิม จมูกไม่โก่งหรืองุ้ม ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง (คนเดียวกับรูปที่ 5)

ส่วนต่างๆ ของแกนตั๊กแตนโดยย่อ

หาง (Tail)

หางมีไว้สำหรับกรณีที่จมูกเป็นขั้นที่บริเวณหัวตาตั้งแต่ก่อนเสริมและสำหรับป้องกันการเกิดขั้นที่บริเวณนี้หลังการเสริม การเลือกรูปทรงของส่วนหางเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถกระทำได้ง่ายที่สุดสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับส่วนหางคือความหนา การที่ส่วนหางหนาจะทำให้บริเวณหัวตาสูงผิดธรรมชาติ เวลาวางแกนตั๊กแตนเพื่อประเมินความยาว ส่วนโค้งด้านบนของหางจะต้องถูกวางอยู่เหนือบริเวณหัวตาพอดี ตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งอ้างอิงสำหรับการประเมินความยาวของแกนเทียบกับความยาวของจมูกคนไข้

รูปที่ 6 สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งของส่วนโค้งด้านบนของส่วนหางและบริเวณหัวตาในเวลาประเมินความยาวของตัวแกน

รูปที่ 6.1 การวางแกนเพื่อประเมินความยาวของแกนเทียบกับจมูกของคนไข้

รูปที่ 6.2 (ถ่ายในวันสอน) การวางทาบก่อนเริ่มแต่งซิลิโคน

รูปที่ 7 แสดงตัวอย่างของการเหลาส่วนหาง สังเกตว่าการเหลาออกจากทางบนแบบนี้จะทำให้ ความยาวของแกนตั๊กแตนที่จะวางครอบ infrastructure สั้นลง วิธีการเหลาส่วนหางแบบนี้เป็นวิธีหนึ่งในการลดความยาวของแกนตั๊กแตน

รูปที่ 7.1 ภาพเหตุการณ์จริงประกอบความเข้าใจ การลากมีดเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้ส่วนหางหลุดออกมาได้ (รูปซ้ายไปรูปกลางของรูปที่ 7)

รูปที่ 7.2 ตัดด้านข้างของส่วนหางที่เหลือเพื่อลดความกว้างของบริเวณที่จะใส่ใต้หัวตา ที่ตัดทิ้งเพราะเราไม่ต้องการให้มันกว้างเกินไป (รูปกลางไปรูปขวาของรูปที่ 7)

รูปที่ 7.3 ตัดจากด้านบนเพื่อลงความยาวของแกน ส่วนบนของหางนี้จะอยู่บริเวณ nasion point เมื่อใส่เข้าไป

รูปที่ 7.4 ตัวอย่างซิลิโคนจริงที่มีส่วนบนใกล้เคียงกับรูปขวาของรูปที่ 7

ท้อง (Ventral Groove)

ท้อง (ร่วมกับส่วนปีก) เป็นส่วนที่ทำให้ตัวแกนสามารถวางอยู่บน infrastructure ได้อย่างมั่นคง สิ่งที่ศัลยแพทย์ผู้ใช้ Mantis ควรจะทำให้ได้จนชำนาญคือการเหลาให้ส่วนท้องให้เว้าเข้ารับกับ dorsal hump ของคนไข้

รูปที่ 8 แสดงตัวอย่างของการเว้าเข้าของส่วนท้อง

รูปที่ 8.1 เหลาส่วนท้องให้เข้ากับ dorsal hump เพื่อให้แกนตั๊กแตนสามารถวางครอบ infrastructure ได้อย่างสนิทและสามารถตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง

รูปที่ 8.2 ร่องของแกนตั๊กแตนเมื่อมองลงมาจากส่วนหาง

รูปที่ 8.3 (ถ่ายในวันสอน) ส่วนท้องที่ทำงานร่วมกับส่วนปีกทำให้เกิดเป็นร่องที่ป้องกันการเคลื่อนตัวของซิลิโคนหลังใส่

ปีกของลำตัว (Greater Wings)

ปีกของลำตัวทำให้ไม่เกิดรอยต่อด้านข้างของสันจมูก ขอบล่างของปีกจะใกล้เคียงกับรูปทรงของขอบบนของ alar cartilages (สังเกตได้ในรูปที่ 2) ทำให้สามารถวางได้อย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือปีกคู่นี้ถูกออกแบบให้วางเหนือ lateral cartilages โดยไม่ไปรบกวน alar cartilages ซึ่งจะทำให้การวางตัวของปีกคู่นี้ไม่บั่นทอนความสามารถในการขยับตัวของ alar cartilages ทำให้การวางตัวของปีกคู่นี้ไม่รบกวนการขยับปลายจมูก ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีที่คนไข้ต้องการเสริมเพียงส่วนสันจมูก (กรณีที่จะไม่ใช้ส่วนหัว) โค้งที่เข้ากันของส่วนปีกนี้จะทำให้ลำตัวซึ่งเป็นส่วนที่เหลือหลังจากการตัดสามารถวางตัวอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องอาศัยการยันที่ใต้ปลายจมูก

รูปที่ 9 การเสริมเฉพาะส่วนสันซึ่งไม่ต้องอาศัยการยันที่ใต้ปลายจมูก เสริมให้น้อยที่สุด เลือกเอาเฉพาะส่วนที่จำเป็น

รูปที่ 9.1 ไม่จำเป็นต้องเสริมทั้งแกน แต่เคสนี้ไม่ได้เสริมอย่างเดียว (เคสเดียวกับรูปที่ 8)

รูปที่ 9.2 ประมาณ 25 วันผ่านไป ตรงหัวตาเริ่มยุบ ส่วนด้านข้างของปลายจมูกยังต้องรอให้ยุบต่อไป (เคสเดียวกับรูปที่ 9 และ 9.1)

ในกรณีที่ปีกของแกนยาวเกินไปเพราะ nasal bones ต่ำ ให้ตัดทอนปีกให้สั้นลง ไม่เช่นนั้น ตัวแกนจะโก่งและไม่สามารถวางครอบได้อย่างสนิท สำหรับกรณีที่สันจมูกเตี้ยมากๆ หรือแทบไม่มีเลย ให้ใช้แกนตั๊กแตนขนาด 15 มิลิเมตรซึ่งเป็นตัวที่มีส่วนปีกของลำตัวกางกว้างกว่าและถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในกรณีเช่นนี้โดยเฉพาะ

รูปที่ 10 เลือกความยาวปีกให้เหมาะสมกับ infrastructure ของคนไข้

รูปที่ 11 Mantis Strut 15mm

สัน (Ridge)

สันของแกนเป็นส่วนที่จะกำหนดรูปทรงของสันจมูก การจะเลือกความกว้างของหลังจะต้องคำนึงถึงความหนาของผิวหนังเป็นสำคัญ ถ้าผิวหนังหนา ก็ไม่ควรจะใส่ส่วนหลังนี้ให้กว้าง เพราะสันจมูกอาจจะออกมากว้างเกิน ทั้งนี้ทั้งน้้น ต้องนำส่วนอื่นๆ ของใบหน้าของคนไข้มาใช้ในการพิจารณาด้วย สังเกตเพิ่มเติมว่าส่วนหลังของแกนตั๊กแตนจะมีลักษณะคล้ายหลังเต่าเลียนแบบ dorsal hump ของจมูก ทั้งนี้เพื่อชดเชยผิวหนาที่บางเป็นพิเศษบริเวณนี้และเพื่อให้ได้สันจมูกที่ตรงได้โดยง่าย

รูปที่ 12 สังเกตว่าสันของแกนตั๊กแตนเลียนแบบ infrastructure ไม่ใช่เส้นตรงหรือเส้นโค้ง และส่วนบนเช่นนี้จะทำให้สามารถได้สันจมูกที่ตรง ไม่โก่งหรือยุบผิดธรรมชาติในที่ใดที่หนึ่ง

คอ (Neck)

คอเป็นส่วนที่สำคัญต่อการทำให้เกิดความสามารถในการขยับปลายจมูกได้อย่างเป็นปกติ คอที่บางจะทำให้สามารถขยับปลายจมูกได้ง่าย สิ่งที่ควรจะรู้เกี่ยวกับคอคือส่วนคอเป็นส่วนที่ควรจะบางกว่าส่วนอื่นเพราะผิวหนังส่วนนี้จะหนากว่าส่วนอื่น การที่ใส่ซิลิโคนที่มีความหนาเท่ากันตลอดทางสามารถทำให้ส่วนนี้ของจมูกโก่งได้ สังเกตว่าด้านบนของส่วนคอของแกนตั๊กแตนได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความผิดพลาดนี้ คอของแกนจะไม่สูงเลยและเป็นส่วนที่มีจุดต่ำสุดจุดหนึ่งของด้านบนอยู่

รูปที่ 13 แสดงตัวอย่างของการเหลาส่วนคอของแกนตั๊กแตน

รูปที่ 13.1 แสดงการเหลาส่วนคอของแกนตั๊กแตนจากด้านล่าง

รูปที่ 13.2 แสดงการเหลาส่วนคอของแกนตั๊กแตนจากด้านบน

รูปที่ 13.3 (ถ่ายในวันสอน) คอที่ถูกทำให้เว้าเข้าเพื่อหลบเนื้อหนาๆ

หัว (Head, Lesser Wings, and Leg)

หัวอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของสิ่งประดิษฐ์นี้ก็ว่าได้ การมีปีกคู่นี้ทำให้

  1. พื้นที่ผิวที่สัมผัสกับผิวหนังใต้ปลายจมูกเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะทำให้ผิวหนังบริเวณนี้สามารถรับแรงดันจากซิลิโคนได้มากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่จะทะลุที่บริเวณนี้ลดลงและสามารถต่อปลายจมูกได้ยาวกว่า
  2. มีส่วนที่สามารถวางอยู่บน alar cartilages ช่วยป้องกันไม่ให้ซิลิโคนตกลงไปในร่องระหว่าง alar cartilages ได้ดียิ่งขึ้น
  3. ส่วนหัวสามารถทรงตัวได้ด้วยตัวของมันเองหลังจากการพักฟื้นโดยไม่ขยับไปมาเมื่อถูกตัดแยกออกจากลำตัวเพราะเนื้อเยื่อจะจับยึดส่วนปีกสามเหลี่ยมเหล่านี้ไว้ไม่ให้ส่วนหัวขยับออกด้านข้างหรือขึ้นลง

รูปที่ 14 ส่วนหัวของแกนตั๊กแตน ส่วนที่ยื่นออกด้านข้างคือปีกของหัว (lesser wings) ส่วนที่ยื่นลงไปด้านล่างคือขา (leg)

รูปที่ 14.1 เหลาด้านหน้าของส่วนหัวออกเพื่อลดความยาวของแกน ซึ่งจะทำให้จมูกที่ออกมาสั้นกว่ากรณีที่ไม่ได้เหลาออก (คนละด้านกับรูปขวาของรูปที่ 13)

รูปที่ 14.2 การเหลาด้านข้างของหัวในกรณีที่กว้างเกินไป

รูปที่ 14.3 เพิ่มเติมรูปภาพของการเหลาแต่งส่วนหัว

รูปที่ 15 ตัวอย่างซิลิโคนที่ตกลงไปในร่องระหว่างกระดูกอ่อนปลายจมูก (ไม่ใช่ซิลิโคนของเรา)

การตัดส่วนหัวออกจากลำตัวสามารถทำให้แกนยาวขึ้นหรือสั้นลงก็ได้และป้องกันการทะลุใต้ปลายจมูกอย่างยิ่งยวด เพราะสาเหตุหลักของการทะลุใต้ปลายจมูกคือแรงดันที่มากเกินจากการที่ซิลิโคนยันตั้งแต่ระหว่างหัวตายาวไปจนถึงปลายใต้จมูก นอกจากนี้ ส่วนหัวที่ถูกตัดออกจะวางอยู่บนกระดูกอ่อนปลายจมูกซึ่งสามารถถูกเบียดกลับไปได้บ้างเพื่อให้เกิดสมดุลของแรงดัน ไม่เหมือนกับซิลิโคนทั้งท่อนที่ยันกับกระดูกบริเวณหัวตา ท้ายที่สุด การใช้ส่วนหัวที่แยกกับ ส่วนลำตัวนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้กระดูกอ่อนหลังใบหู กระดูกอ่อนในจมูกหรือส่วนใดๆ ของร่างกายเพื่อมาป้องกันการทะลุที่ใต้ปลายจมูก

การจินตนาการเพียงเล็กน้อยจะสามารถบอกได้ว่าจะสามารถขยับปลายจมูกได้ปกติมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม การตัดส่วนหัวออกจากลำตัวเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์น้อย

รูปที่ 16 การปาดส่วนหัวของ Mantis ออกจากลำตัวเพื่อใช้ในการเสริมแบบแยกส่วน

รูปที่ 16.1 ส่วนหัวของแกนตั๊กแตนที่ถูกตัดแยกออกจากลำตัว ทำมาหลายรอบแล้ว ไม่เคยเจอทะลุ ไม่เคยเจอแดงใต้ปลายจมูก นอกจากนี้ เนื่องจากซิลิโคนที่เราใช้จะเป็นซิลิโคนที่ค่อนข้างแข็ง (ประมาณ 50-60 durometers ซึ่งแข็งพอที่ศัลยแพทย์จะสามารถเหลาขึ้นรูปได้โดยไม่ลำบาก แต่สำหรับมือคนทั่วไปก็คือนิ่ม) จึงทำให้สามารถสร้างรูปทรงที่ปลายจมูกที่ดีกว่าการแต่งปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อนหรือซิลิโคนที่นิ่มที่ส่วนปลาย เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถรับแรงดึงกลับของผิวหนังปลายจมูกได้ดีเท่าและอาจจะเสียรูปทรงในภายหลัง (พูดง่ายๆ ว่า ทำปลายจมูกให้เป็นทรงไม่ค่อยได้)

รูปที่ 17 ตัวอย่างคนไข้ที่เสริมจมูกด้วย Mantis Strut แบบ 2 ส่วน เวลาผ่านไปแล้วประมาณ 3 เดือน

รูปที่ 18 (มือผู้เรียน) ภาพประเมินความแข็งของตัวซิลิโคน แข็งพอที่ศัลยแพทย์จะเหลาขึ้นรูปได์ แต่ก็นิ่มพอที่จะบิดไปมาได้ด้วยการกดเพียงนิ้วเดียวโดยไม่ลำบาก สังเกตว่าถึงแม้ส่วนคอยังมีความหนาและความกว้างอยู่พอสมควร ส่วนคอก็สามารถถูกทำให้งอได้ไม่ลำบาก